Melody Beauty. ขับเคลื่อนโดย Blogger.

สครับหน้าอย่างไร ให้ถูกวิธี ?!?



หากอยากมีผิวหน้าที่ดูกระจ่างใส สะอาดปราศจากสิ่งอุดตันรูขุมขน การสครับผิวสามารถช่วยคุณได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าสาว ๆ ทุกคนย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าการสครับผิวนั้นสามารถทำเองได้ที่บ้าน แต่หลาย ๆ คนก็ยังคิดว่าหากต้องการสครับให้ได้ผลดีจริง ๆ ก็ต้องไปทำที่สปา หรือทำตามคลีนิกผิวหนังเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว แม้แต่การสครับผิวหน้าด้วยตัวเองก็สามารถทำให้เห็นผลได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ทำอย่างสม่ำเสมอและรู้เคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ใช้ถุงมือสครับผิว

 การกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไปไม่จำเป็นต้องอาศัยวิธีการที่ใช้เทคนิคสูงและมีค่าใช้จ่ายแพงอย่างการขัดผิวก็ได้ เพียงแค่รู้จักการวิธีสครับผิวที่ดีและใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเท่านั้นก็เพียงพอ เลือกใช้ถุงมือสำหรับสครับผิวหน้าหรือแผ่นยางซิลิโคนสำหรับสครับผิวหน้าซึ่งผลิตมาให้มีความอ่อนนุ่มอ่อนโยนกับผิวบอบบาง (หลีกเลี่ยงการใช้ฟองน้ำ เพราะมักมีความชื้นและเป็นแหล่งรวมตัวของแบคทีเรีย) หยดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าลงไปและถูบนผิวหน้าที่เปียก ขัดนวดเบา ๆ ให้ทั่ว จากนั้นจึงล้างออก เพียงเท่านี้ก็สามารถสครับผิวอย่างอ่อนโยนได้แล้ว

ไม่สครับผิวทุกวันหากผิวแพ้ง่าย

การสครับผิวเพื่อให้เห็นผลที่ดีที่สุด ควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ทั้งนี้ความถี่ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้า หากคุณเป็นคนผิวมัน ใบหน้าผลิตทั้งเหงื่อและน้ำมันออกมามาก ก็ควรสครับราวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่หากเป็นคนผิวแห้ง สครับเพียงสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ยังไม่ควรสครับหน้าบ่อยเกินไป เพราะเป็นการรบกวนผิวมากเกินไป และทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาเพื่อการสครับผิวหน้าโดยเฉพาะ

อย่าลืมสำรวจผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกใช้ให้มั่นใจว่า เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการสครับที่ออกแบบมาเพื่อผิวอ่อนบางอย่างผิวหน้าโดยเฉพาะ บางคราวสาว ๆ ก็คว้าพลาด หยิบครีมสครับผิวกายมาใช้กับผิวหน้า (หรือบางคนก็ใช้แทนกันไปเลยก็มี) ทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองตามมาได้

ปิดท้ายการสครับด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นทุกครั้ง

หลังการสครับกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออกจากผิว ผิวก็ดูกระจ่างใสและเรียบเนียนมากขึ้น แต่ทั้งนี้เพื่อให้ผิวทั้งเนียนทั้งนุ่มละมุนต้องไม่ลืมที่จะบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ทุกครั้ง ซึ่งผิวหลังการสครับที่ไร้เซลล์ผิวที่ตายแล้วทับถมอยู่ด้านบน ก็สามารถซึมซับสารบำรุงและความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ทำให้ผิวเนียนนุ่ม สีผิวสม่ำเสมอ ทั้งยังช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นด้วย ส่วนผู้ที่มั่นใจว่าผิวของตัวเองแข็งแรงดีและเว้นขั้นตอนการทาครีมบำรุงหลังการสครับนั้น อาจต้องประสบปัญหาผิวแห้งและริ้วรอยเอาได้ง่าย ๆ


การสครับผิวหน้าเป็นการช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งทับถมกันอยู่บริเวณผิวหนังชั้นบนสุดหรือชั้นหนังกำพร้าให้หลุดลอกออกไป ช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณใบหน้า

ผิวหนังประกอบด้วย ชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้

1.ผิวหนังกำพร้า : เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่บนสุด ประกอบไปด้วยเซลล์ ซึ่งเซลล์ที่เกิดใหม่นั้นจะถูกสร้างขึ้นชั้นล่างสุดติดกับหนังแท้ และจะเจริญเติบโตจนเคลื่อนมาอยู่ชั้นบนสุด ส่วนที่หลุดลอกออกไปจะเรียกว่า ขี้ไคล

2.หนังแท้ : เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ถัดจากผิวหนังชั้นหนังกำพร้า แต่มีความหนากว่าจะประกอบด้วยโปรตีนหลัก 2 ชนิด คือ เนื้อเยื่อ คอลลาเจน (collagen) และ เนื้อเยื่อ อีลาสติค (elastic)

ข้อดีของการสครับผิว

เป็นการขจัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วหรือเสื่อมสภาพ หรือหมดอายุแล้วที่ยังตกค้างบนชั้นผิวหนังกำพร้า โดยปกติแล้วผิวหนังจะมีการหลุดลอกของเซลล์ผิวที่ตายอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยใช้เวลาประมาณ 14 วัน ถึงจะมีการผลัดเซลล์ผิว สำหรับบางคนอาจจะใช้เวลานานกว่านี้ในการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งส่งผลให้ผิวหน้าหยาบกร้าน ไม่กระจ่างใส เพราะมีเซลล์ผิวที่ตายแล้วแต่ไม่หลุดออกไปได้บังผิวชั้นบนไว้ ทำให้เกิดปัญหาความหมองคล้ำ จุดด่างดำ และริ้วรอยบนผิวหน้า

ปัญหาในการสครับผิว

การทำร้ายผิวชั้นบนอย่างไม่ตั้งใจ เป็นผลมาจากการใช้สครับที่มีขนาดใหญ่ และถูหน้าด้วยวิธีที่รุนแรง เม็ดสครับที่มีความเป็นเหลี่ยมคม บาดและทำลายผิวปกติที่ยังไม่ตายหรือหมดอายุลงไปด้วย ทำให้ผิวหน้าระคายเคือง แสบ ลอก แดง และทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาอีกมากมาย





การสครับผิวหน้าจึงจำเป็นขั้นตอนของการดูแลผิวหน้าที่จะเป็นอีกขึ้นตอนหนึ่ง ในหนึ่งสัปดาห์ควรสครับหน้าประมาณ 2 ครั้ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำให้หลุดออก สาวคนไหนอยากมีผิวสวย เรียบเนียน และดูกระจ่างใส ต้องลองทำกันดูนะคะ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น